เครื่องเขียน คู่มือที่ใช้ได้จริง
พิเศษวันภาษาไทย

เลือก Grammar in Use เล่มไหนดี? วิธีประเมินพื้นฐานภาษาอังกฤษเพื่อเลือกหนังสือที่ใช่

คู่มือประเมินระดับภาษาอังกฤษเพื่อเลือกหนังสือ Grammar in Use ให้เหมาะกับพื้นฐานของคุณ เจาะลึกความแตกต่างของหนังสือทั้ง 3 ระดับ พร้อมตารางเปรียบเทียบและเคล็ดลับการใช้งานให้คุ้มค่าที่สุด

เพิ่มเป็นแหล่งข้อมูลที่ต้องการบน Google

การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องเริ่มต้นจากรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งไวยากรณ์หรือแกรมมาร์ถือเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียนเป็นไปอย่างถูกต้อง หนังสือเรียนไวยากรณ์ระดับโลกอย่างซีรีส์ Grammar in Use ของสำนักพิมพ์ Cambridge University Press ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดที่ผู้เรียนทั่วโลกยอมรับ ทว่าหลายคนมักประสบปัญหาในการตัดสินใจเลือกซื้อ เนื่องจากหนังสือชุดนี้มีหลายระดับและหลายสีจนสร้างความสับสนให้กับผู้เรียน

การเลือกซื้อหนังสือ Grammar in Use (grammar in use book) ที่ตรงกับระดับความรู้ที่แท้จริงของตนเอง จะช่วยให้การเรียนรู้ไม่ยากหรือน่าเบื่อจนเกินไป การประเมินพื้นฐานอย่างละเอียดผ่านทักษะการสื่อสาร การอ่าน การเขียน และความเข้าใจโครงสร้างประโยคในชีวิตประจำวัน จึงเป็นขั้นตอนแรกที่มองข้ามไม่ได้ เพื่อให้คุณได้หนังสือเล่มที่สามารถพัฒนาทักษะได้อย่างตรงจุดและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด

ทำความรู้จักซีรีส์ Grammar in Use ทั้ง 3 ระดับ

หนังสือซีรีส์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้เรียนในระดับที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 เล่มหลัก ซึ่งแต่ละเล่มจะมีสีของปกหนังสือเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกระดับความยากง่ายอย่างเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ผู้เรียนสามารถจดจำและเลือกซื้อได้ง่ายตามร้านหนังสือทั่วไป

สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้

ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า

Essential Grammar in Use (ปกสีแดง) หนังสือเล่มนี้ออกแบบมาสำหรับผู้เรียนในระดับเริ่มต้น (Elementary) หรือผู้ที่แทบไม่มีพื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษเลย เนื้อหาภายในจะเน้นไปที่โครงสร้างประโยคพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ Verb to be, โครงสร้าง Present Simple, Past Simple และ Future Simple รวมถึงคำสรรพนามและคำบุพบทพื้นฐาน การอธิบายเนื้อหาจะใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน พร้อมภาพประกอบที่ช่วยให้เห็นภาพการใช้งานจริงได้อย่างชัดเจน เหมาะสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการเริ่มต้นรื้อฟื้นภาษาอังกฤษใหม่ตั้งแต่ศูนย์ โครงสร้างหนังสือแบ่งออกเป็นยูนิตย่อยๆ โดยหน้าซ้ายจะเป็นการอธิบายเนื้อหาไวยากรณ์ ส่วนหน้าขวาจะเป็นแบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ทดลองทำทันที

English Grammar in Use (ปกสีน้ำเงิน) นี่คือหนังสือระดับกลาง (Intermediate) ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในซีรีส์นี้ เขียนโดย Raymond Murphy เนื้อหาจะขยับความเข้มข้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีพื้นฐานมาบ้างแล้ว แต่ยังขาดความแม่นยำในการใช้งานจริง หนังสือเล่มนี้จะเน้นการจำแนกความแตกต่างระหว่าง Tenses ที่มักสร้างความสับสน เช่น Present Perfect กับ Past Simple รวมถึงการใช้งาน Passive Voice, Conditional Sentences (ประโยคเงื่อนไข), Relative Clauses และ Phrasal Verbs ที่พบบ่อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย นักศึกษามหาวิทยาลัย และคนทำงานทั่วไปที่ต้องการยกระดับการเขียนอีเมลและการสื่อสารในที่ทำงานให้มีความเป็นมืออาชีพและถูกต้องตามหลักสากล ตัวหนังสือใช้กระดาษคุณภาพดีที่รองรับการเขียนด้วยดินสอและการลบออกได้ง่ายโดยไม่ทำให้เนื้อกระดาษเสียหาย

Advanced Grammar in Use (ปกสีเขียว) สำหรับผู้เรียนระดับสูง (Advanced) หนังสือปกสีเขียวซึ่งเขียนโดย Martin Hewings จะเป็นตัวช่วยในการเจาะลึกโครงสร้างไวยากรณ์ที่มีความซับซ้อนและมีความเป็นทางการสูง เนื้อหาจะเน้นไปที่การวิเคราะห์ความแตกต่างของความหมายในการเลือกใช้โครงสร้างประโยคแต่ละแบบ การใช้ประโยคลดรูป (Reduced Clauses) การกลับหัวประโยคเพื่อเน้นความหมาย (Inversion) และการใช้ Subjunctive Mood หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้งานภาษาอังกฤษในเชิงวิชาการ การเขียนบทความวิจัย การเตรียมตัวสอบวัดระดับขั้นสูง เช่น IELTS ระดับคะแนนสูง หรือผู้ที่ทำงานในแวดวงที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการและประณีตเป็นพิเศษ

วิธีประเมินระดับภาษาอังกฤษของคุณก่อนเลือกซื้อ

การเลือกหนังสือที่ยากเกินไปอาจทำให้คุณท้อแท้และล้มเลิกกลางคัน ในขณะที่การเลือกเล่มที่ง่ายเกินไปก็อาจทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ได้พัฒนาทักษะใหม่ๆ คุณสามารถประเมินระดับภาษาอังกฤษปัจจุบันของตนเองได้ง่ายๆ ผ่านสัญญาณเตือนและพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวันดังต่อไปนี้

grammar in use book

สัญญาณด้านการสื่อสาร ลองสังเกตความสามารถในการสนทนาภาษาอังกฤษของคุณในแต่ละวัน หากคุณสามารถแนะนำตัวเอง สั่งอาหาร หรือถามทางด้วยประโยคสั้นๆ ได้ แต่ไม่สามารถอธิบายเรื่องราวในอดีตหรือวางแผนในอนาคตได้อย่างคล่องแคล่ว หนังสือปกสีแดงคือคำตอบที่เหมาะสมที่สุด แต่หากคุณสามารถพูดคุยโต้ตอบในชีวิตประจำวันได้ดี สามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานหรือแสดงความคิดเห็นทั่วไปได้ ทว่ายังติดขัดเมื่อต้องอธิบายเรื่องที่มีความซับซ้อนหรือมักจะสับสนเรื่องการเลือกใช้ Tense ในการสนทนา หนังสือปกสีน้ำเงินจะช่วยอุดรอยรั่วนี้ได้ดี ส่วนผู้ที่สามารถอภิปรายหัวข้อเฉพาะทาง นำเสนองาน หรือโต้แย้งในที่ประชุมได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่อยากเพิ่มความสละสลวยและเสน่ห์ในการใช้ภาษา ควรเลือกหนังสือปกสีเขียว

สัญญาณด้านการอ่านและการเขียน การประเมินจากเอกสารที่คุณต้องจัดการในแต่ละวันเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แม่นยำ หากคุณอ่านบทความสั้นๆ หรืออีเมลสั้นๆ แล้วยังต้องเปิดพจนานุกรมเกือบทุกประโยค และเขียนประโยคยาวๆ ไม่ได้เลย คุณควรเริ่มจากหนังสือปกสีแดง แต่หากคุณสามารถอ่านบทความทั่วไปหรืออีเมลธุรกิจเข้าใจได้เกือบทั้งหมด สามารถเขียนโต้ตอบอีเมลการทำงานได้ แต่อดกังวลไม่ได้ว่าโครงสร้างประโยคที่เขียนไปนั้นถูกต้องหรือไม่ หรือมักจะเขียนประโยคยาวๆ (Complex Sentences) แล้วสับสนเรื่องโครงสร้างไวยากรณ์ หนังสือปกสีน้ำเงินจะช่วยจัดระเบียบความคิดและการเขียนของคุณให้เป็นระบบมากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องอ่านเอกสารวิชาการ สัญญาทางกฎหมาย หรือเขียนรายงานวิเคราะห์เชิงลึก หนังสือปกสีเขียวจะช่วยเติมเต็มคำศัพท์เชิงลึกและโครงสร้างประโยคชั้นสูงให้สมบูรณ์

สัญญาณด้านความเข้าใจไวยากรณ์ คุณสามารถทดสอบความรู้เชิงทฤษฎีของตนเองได้ด้วยการตั้งคำถามง่ายๆ เช่น คุณเข้าใจความแตกต่างระหว่าง “I have lost my key” กับ “I lost my key” หรือไม่? หรือคุณสามารถสร้างประโยคเงื่อนไขแบบผสม (Mixed Conditionals) ได้อย่างถูกต้องหรือไม่? หากคุณยังไม่มั่นใจในเรื่อง Tenses พื้นฐาน 12 Tenses และมักจะใช้สลับกันไปมา การเริ่มต้นทบทวนจากเล่มสีแดงจะช่วยสร้างฐานรากที่มั่นคง แต่หากคุณเข้าใจ Tenses พื้นฐานดีแล้ว แต่ยังไม่แม่นยำเรื่องการใช้ Modal Verbs ในอดีต หรือการเปลี่ยนประโยคบอกเล่าเป็น Passive Voice เล่มสีน้ำเงินคือระดับที่เหมาะสมที่สุด

หากหลังจากประเมินตนเองแล้วคุณยังคงลังเลระหว่างสองระดับ เช่น คาบเกี่ยวระหว่างสีแดงและสีน้ำเงิน คำแนะนำที่ดีที่สุดคือให้เลือกเริ่มต้นจากระดับที่ต่ำกว่า (เล่มสีแดง) เสมอ การกลับไปทบทวนพื้นฐานให้แน่นหนาและอุดช่องว่างเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอาจมองข้าม จะช่วยให้การเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่าการฝืนอ่านเล่มที่ยากเกินไปตั้งแต่แรก

ตารางเปรียบเทียบ: เล่มไหนเหมาะกับเป้าหมายและการใช้งานของคุณ

เพื่อให้เห็นภาพรวมและช่วยในการตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้ได้ทำการสรุปความแตกต่างของหนังสือทั้ง 3 ระดับ โดยเปรียบเทียบจากสีของปก ระดับความยาก กลุ่มผู้ใช้งานที่เหมาะสม และเป้าหมายปลายทางของการเรียนรู้

ระดับหนังสือ (สีปก)ระดับความยากเหมาะกับใครเป้าหมายการเรียนรู้
Essential (ปกสีแดง)เริ่มต้น (Elementary)ผู้เริ่มต้นเรียน, นักเรียนประถม-มัธยมต้น, ผู้ที่ต้องการปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมดสื่อสารในชีวิตประจำวันทั่วไป เข้าใจโครงสร้างประโยคพื้นฐานและคำศัพท์ง่ายๆ
English (ปกสีน้ำเงิน)กลาง (Intermediate)นักเรียนมัธยมปลาย, นักศึกษา, คนทำงานทั่วไป, ผู้เตรียมสอบระดับต้น-กลางเขียนอีเมลธุรกิจ สื่อสารในที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ และเตรียมสอบวัดระดับ เช่น TOEIC
Advanced (ปกสีเขียว)สูง (Advanced)ผู้ใช้ภาษาอังกฤษระดับวิชาการ, ครูสอนภาษา, ผู้เตรียมสอบระดับสูงเขียนงานวิจัย นำเสนองานระดับนานาชาติ และเตรียมสอบวัดระดับขั้นสูง เช่น IELTS หรือ TOEFL

ตารางเปรียบเทียบนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการคัดกรองหนังสือที่เหมาะสมกับคุณที่สุด อย่างไรก็ตาม คุณควรนำผลจากการประเมินตนเองในด้านการสื่อสารและการเขียนมาร่วมพิจารณาด้วย เพื่อให้ได้หนังสือเล่มที่ตอบโจทย์และคุ้มค่ากับการลงทุนเวลาเรียนรู้มากที่สุด

เคล็ดลับการเลือกซื้อและการใช้งานหนังสือให้คุ้มค่า

เมื่อคุณทราบระดับที่เหมาะสมกับตนเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกซื้อหนังสือฉบับที่ถูกต้องและการวางแผนใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หนังสือเล่มนี้สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ตัวคุณ

ประการแรก คุณควรเลือกซื้อหนังสือฉบับพิมพ์ล่าสุด (Latest Edition) เสมอ เนื่องจากผู้เขียนและสำนักพิมพ์จะมีการปรับปรุงเนื้อหา ตัวอย่างประโยค และแบบฝึกหัดให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับการใช้งานภาษาอังกฤษในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ รูปเล่มฉบับใหม่ๆ มักจะมีการจัดหน้ากระดาษที่อ่านง่ายขึ้น และบางครั้งอาจมาพร้อมกับรหัสสำหรับเข้าใช้งานเนื้อหาออนไลน์เพิ่มเติมอีกด้วย โดยทั่วไปหนังสือซีรีส์นี้จะมีราคาอยู่ในช่วงประมาณ ฿500 ถึง ฿900 บาท ขึ้นอยู่กับระดับ รุ่นที่เลือก (แบบมีหรือไม่มีเฉลย) และการแถมสิทธิ์เข้าใช้งานเวอร์ชันออนไลน์ (eBook)

ประการต่อมา คือการตัดสินใจเลือกระหว่างรุ่นที่มีเฉลยท้ายเล่ม (with answers) และรุ่นที่ไม่มีเฉลยท้ายเล่ม สำหรับผู้เรียนที่ต้องการศึกษาด้วยตนเอง (Self-study) ควรเลือกซื้อรุ่นที่มีคำตอบท้ายเล่มเสมอ เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของแบบฝึกหัดที่ทำเสร็จได้ทันที ช่วยให้เห็นข้อผิดพลาดและเข้าใจจุดบกพร่องของตนเองได้รวดเร็ว ส่วนรุ่นที่ไม่มีเฉลยท้ายเล่มนั้น มักจะออกแบบมาสำหรับการเรียนการสอนในห้องเรียนที่มีคุณครูคอยตรวจทานและให้คำแนะนำเพิ่มเติม

ก่อนที่จะเริ่มทำแบบฝึกหัดในบทแรก แนะนำให้คุณเปิดไปที่ส่วน “Study Guide” หรือแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ที่อยู่บริเวณส่วนต้นหรือส่วนท้ายของหนังสือ การทำแบบทดสอบนี้จะช่วยชี้เป้าได้อย่างแม่นยำว่าไวยากรณ์บทใดที่คุณเข้าใจดีอยู่แล้ว และบทใดที่คุณยังขาดความเข้าใจ ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี โดยเลือกข้ามบทที่เข้าใจแล้วและมุ่งเน้นไปที่บทที่เป็นจุดอ่อนของคุณก่อน

ในแง่ของวัสดุและการดูแลรักษา เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและมีฤดูฝนที่ยาวนาน กระดาษของหนังสือที่พิมพ์จากต่างประเทศมักจะมีความอ่อนไหวต่อความชื้นสูง ควรเก็บรักษาหนังสือไว้ในที่แห้ง หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และไม่ควรเก็บไว้ในที่อับชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้กระดาษบวมหรือเหลือง สำหรับการเขียนแบบฝึกหัดลงในหนังสือ แนะนำให้ใช้ดินสอหรือปากกาเน้นข้อความสูตรน้ำ (Water-based Highlighter) ที่มีเนื้อสีบางเบา เพื่อป้องกันไม่ให้หมึกซึมทะลุไปยังอีกหน้าหนึ่ง เนื่องจากกระดาษในตัวเล่มถูกออกแบบมาให้เขียนได้ง่ายแต่ก็อาจเกิดการซึมได้หากใช้ปากกาเคมีหัวเข้ม

สุดท้ายนี้ ในการเลือกซื้อหนังสือ ควรเลือกซื้อจากร้านหนังสือชั้นนำที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรือร้านค้าออนไลน์ที่น่าเชื่อถือบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยสังเกตจากรีวิวของผู้ซื้อจริง สภาพหนังสือ และราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อหลีกเลี่ยงหนังสือลอกเลียนแบบที่มักจะมีคุณภาพการพิมพ์ที่ต่ำ กระดาษบางฉีกขาดง่าย และการเข้าเล่มที่ไม่แข็งแรงจนทำให้หน้ากระดาษหลุดร่วงได้ง่ายเมื่อใช้งานไปไม่นาน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ควรเลือกแบบมีคำตอบท้ายเล่ม (with answers) หรือไม่

หากคุณวางแผนที่จะเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเองที่บ้าน การเลือกซื้อแบบมีคำตอบท้ายเล่ม (with answers) ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบคำตอบและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของตนเองได้ทันทีหลังทำแบบฝึกหัดเสร็จ แต่หากคุณซื้อเพื่อใช้ประกอบการเรียนในห้องเรียนที่มีอาจารย์ผู้สอนคอยตรวจการบ้านและให้คำแนะนำ การเลือกแบบไม่มีคำตอบอาจเหมาะสมกว่าตามคำแนะนำของผู้สอน

สามารถข้ามไปเรียนเล่มระดับกลางเลยได้ไหมหากพอมีพื้นฐาน

หากคุณสามารถสื่อสารประโยคพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ดี เข้าใจความแตกต่างของ Tenses พื้นฐาน เช่น Present Simple และ Past Simple และต้องการเน้นย้ำความแม่นยำในการเขียนและการทำงาน คุณสามารถข้ามไปเริ่มเรียนที่เล่มระดับกลาง (ปกสีน้ำเงิน) ได้ทันที อย่างไรก็ตาม หากคุณลองทำแบบทดสอบในเล่มสีน้ำเงินแล้วพบว่ายังมีข้อผิดพลาดในเรื่องพื้นฐานค่อนข้างมาก การย้อนกลับไปทบทวนบทเรียนเฉพาะบางบทในเล่มสีแดงก่อนจะช่วยให้คุณเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมั่นคงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

พูดคุยกับชุมชน

แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่

ร่วมการสนทนา

จำเป็นต้องระบุชื่อและอีเมล อีเมลของคุณจะไม่ถูกเผยแพร่ และไม่อนุญาตให้ใส่ลิงก์