การเลือก แปรงวาดรูป ที่เหมาะสมกับงานสร้างสรรค์มักเป็นคำถามแรก ๆ ที่ทั้งมือใหม่และนักประดิษฐ์สายคราฟต์ต้องเผชิญ ท่ามกลางตัวเลือกมากมายในท้องตลาด การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างแปรงขนสังเคราะห์และแปรงขนธรรมชาติจะช่วยให้คุณประหยัดงบประมาณและได้ผลงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการมากที่สุด
ไม่มีแปรงประเภทใดที่สามารถตอบโจทย์การทำงานได้ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ เนื่องจากวัสดุแต่ละชนิดมีปฏิกิริยาต่อเนื้อสี น้ำ และสารเคมีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การตัดสินใจเลือกซื้อจึงต้องพิจารณาจากประเภทของสื่อกลางหรือสีที่คุณใช้งานเป็นหลัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ราบรื่นและถนอมอายุการใช้งานของอุปกรณ์ให้ยาวนานที่สุด
เลือกแปรงขนสังเคราะห์ หากงานหลักของคุณเกี่ยวข้องกับสีอะคริลิก สีโปสเตอร์ งานทากาวลาเท็กซ์ หรือสารเคลือบผิวต่าง ๆ ในงานคราฟต์ DIY แปรงชนิดนี้โดดเด่นเรื่องความทนทาน เส้นใยสปริงตัวกลับมาในสภาพเดิมได้ดี ทำความสะอาดง่าย และทนทานต่อสารเคมีที่รุนแรงได้ดีกว่า
สินค้าที่กล่าวถึงในคู่มือนี้
ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาล่าสุดในหน้าสินค้า
เลือกแปรงขนธรรมชาติ หากคุณเน้นการทำงานศิลปะด้วยสีน้ำ สีเกอวอช (Gouache) หรือเทคนิคสีน้ำมันที่ต้องการการเกลี่ยสีที่เนียนนุ่ม ขนสัตว์แท้มีโครงสร้างเกล็ดขนตามธรรมชาติที่ช่วยกักเก็บน้ำและเม็ดสีได้ในปริมาณมาก ทำให้ระบายสีได้ต่อเนื่องและเรียบเนียนโดยไม่ต้องจุ่มสีบ่อยครั้ง
สำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่ทำงานคราฟต์ทั่วไป แปรงขนสังเคราะห์มักเป็นตัวเลือกเริ่มต้นที่คุ้มค่ากว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากราคาที่เป็นมิตรและการดูแลรักษาที่ไม่ซับซ้อน เหมาะกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยที่อาจกระตุ้นให้เกิดเชื้อราบนขนแปรงธรรมชาติได้ง่ายหากเก็บรักษาไม่ถูกวิธี
เปรียบเทียบคุณสมบัติ: ขนสังเคราะห์ vs ขนธรรมชาติ
การทำความเข้าใจโครงสร้างทางกายภาพของขนแปรงแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณมองเห็นภาพการทำงานของมันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการอุ้มสีและการกระจายตัวของเนื้อสีบนพื้นผิวงาน
แปรงขนสังเคราะห์ (Synthetic Bristles)
แปรงขนสังเคราะห์ผลิตขึ้นจากเส้นใยพอลิเมอร์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ไนลอน (Nylon) หรือโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ซึ่งผ่านกระบวนการดึงและรีดเส้นใยให้มีความเรียบเนียนและสม่ำเสมอเท่ากันทุกเส้น ปลายขนแปรงมักถูกทำให้เรียวเล็กเพื่อเลียนแบบขนธรรมชาติ แต่ไม่มีเกล็ดขนหรือรูพรุนภายในตัวเส้นใย
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของแปรงขนสังเคราะห์คือความยืดหยุ่นและการคืนตัวที่รวดเร็ว เมื่อคุณกดแปรงลงบนกระดาษหรือพื้นผิวไม้ เส้นใยจะสปริงตัวกลับสู่รูปทรงเดิมทันที ทำให้ควบคุมทิศทางและน้ำหนักเส้นได้ง่าย นอกจากนี้ เส้นใยสังเคราะห์ยังไม่ดูดซับน้ำเข้าไปในเนื้อวัสดุ ทำให้เนื้อสีไม่เจือจางลงและคงความเข้มข้นได้ดีเยี่ยม ทั้งยังทนทานต่อตัวทำละลายและกาวประเภทต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของเส้นใยสังเคราะห์ที่เรียบเนียนคือความสามารถในการอุ้มน้ำและเม็ดสีที่น้อยกว่าขนสัตว์แท้ เนื่องจากไม่มีโครงสร้างเกล็ดขนคอยกักเก็บของเหลว ส่งผลให้คุณต้องจุ่มสีบ่อยครั้งขึ้นเมื่อต้องระบายสีในพื้นที่กว้าง และหากใช้ไปนาน ๆ ปลายขนอาจเริ่มงอหรือชี้ฟูได้ง่ายกว่าหากสัมผัสกับความร้อนสูง
แปรงขนธรรมชาติ (Natural Bristles)
แปรงขนธรรมชาติทำจากขนสัตว์แท้ที่ผ่านการคัดสรรและทำความสะอาดอย่างประณีต เช่น ขนกระรอก (Squirrel) ขนพังพอน (Sable/Kolinsky) ขนหมู (Hog) หรือขนแพะ โครงสร้างของขนสัตว์เหล่านี้จะมีเกล็ดขนขนาดเล็ก (Cuticles) ตลอดทั้งเส้น และมีรูพรุนตามธรรมชาติซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้สมบูรณ์แบบด้วยกระบวนการทางเคมี
เกล็ดขนตามธรรมชาติเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนอ่างเก็บน้ำขนาดจิ๋ว ช่วยกักเก็บน้ำและเม็ดสีไว้ได้ในปริมาณมาก ทำให้แปรงขนธรรมชาติสามารถปล่อยเนื้อสีลงบนกระดาษได้อย่างสม่ำเสมอ ลื่นไหล และยาวนาน สัมผัสขณะระบายจะมีความนุ่มนวลสูง ไม่ทิ้งรอยแปรงที่แข็งกระด้าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับงานที่ต้องการความประณีตและการไล่เฉดสีที่กลมกลืน
ในทางกลับกัน แปรงขนธรรมชาติมีข้อจำกัดด้านความทนทาน ขนสัตว์แท้จะไวต่อสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง รวมถึงกาวที่มีความเหนียวข้น หากนำไปใช้กับสารเหล่านี้ ขนแปรงอาจแห้งกรอบ หักง่าย หรือบานเสียทรงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังต้องการขั้นตอนการทำความสะอาดและตากแห้งที่พิถีพิถัน เพื่อป้องกันไม่ให้ขนแปรงเน่าเสียหรือเกิดเชื้อราในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงของบ้านเรา
ความเข้ากันได้กับประเภทสีและเทคนิคการระบาย
การเลือกแปรงให้สอดคล้องกับเคมีของสีและสารละลายที่ใช้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะส่งผลต่อทั้งคุณภาพของผลงานและอายุการใช้งานของแปรงวาดรูปที่คุณเลือกซื้อ

สีน้ำและสี gouache (Watercolor & Gouache)
สำหรับการระบายสีน้ำและสีเกอวอช ปัจจัยสำคัญคือการควบคุมปริมาณน้ำ แปรงขนธรรมชาติ เช่น ขนกระรอกหรือขนพังพอน ถือเป็นมาตรฐานระดับสูงที่ศิลปินนิยมใช้ เนื่องจากสามารถอุ้มน้ำได้มาก ช่วยให้ระบายเทคนิคเปียกบนเปียก (Wet-on-wet) ได้อย่างราบรื่นโดยที่กระดาษไม่แห้งไปเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันผู้ผลิตได้พัฒนาแปรงขนสังเคราะห์เกรดพรีเมียมที่เลียนแบบโครงสร้างขนสัตว์ได้ใกล้เคียงมาก แปรงสังเคราะห์เกรดสูงเหล่านี้เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด เนื่องจากมีความทนทานสูงกว่า ดูแลรักษาง่าย และให้ประสิทธิภาพการอุ้มน้ำที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป
สีอะคริลิกและสีน้ำมัน (Acrylic & Oil)
สีอะคริลิกมีคุณสมบัติแห้งเร็วและมีส่วนผสมของสารยึดเกาะอะคริลิกโพลีเมอร์ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ แปรงขนสังเคราะห์จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสีประเภทนี้ เนื่องจากเส้นใยสังเคราะห์ไม่ดูดซับน้ำจากเนื้อสี ทำให้สีไม่แห้งคาแปรงเร็วเกินไป และยังทนทานต่อการล้างทำความสะอาดบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่
สำหรับสีน้ำมัน การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ต้องการ หากต้องการทาสีหนา ๆ ทิ้งรอยฝีแปรงที่เด่นชัด (Impasto) แปรงขนธรรมชาติที่ทำจากขนหมู (Hog bristle) ซึ่งมีความแข็งและสปริงตัวสูงจะทำงานได้ดีที่สุด แต่หากต้องการเกลี่ยสีให้เรียบเนียนละเอียดอ่อน แปรงขนสังเคราะห์เนื้อนุ่มหรือแปรงขนพังพอนธรรมชาติจะช่วยลดการเกิดรอยแปรงได้ดีกว่า
กาวและสารเคลือบผิว (Glues & Varnishes)
ในงานคราฟต์ที่ต้องใช้กาวลาเท็กซ์ กาวติดไม้ หรือน้ำยาเคลือบเงา (Varnish/Decoupage) ขอแนะนำอย่างยิ่งให้หลีกเลี่ยงการใช้แปรงขนธรรมชาติโดยเด็ดขาด เนื่องจากสารเคมีและกาวจะเข้าไปเกาะติดกับเกล็ดขนสัตว์อย่างแน่นหนา ทำให้ขนแปรงแข็งตัวและเสียหายอย่างถาวรหลังจากกาวแห้งตัว
แปรงขนสังเคราะห์หรือแปรงหัวโฟม (Foam brush) คือทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดสำหรับการทากาวและสารเคลือบผิว เส้นใยสังเคราะห์ที่เรียบเนียนช่วยให้กาวไม่เกาะตัวแน่นเกินไป และสามารถล้างออกได้ง่ายด้วยน้ำอุ่นหรือตัวทำละลายที่เหมาะสมก่อนที่กาวจะเซ็ตตัวเต็มที่
การประยุกต์ใช้กับงานสีพื้นฐานและงานคราฟต์ DIY
การประเมินลักษณะการใช้งานจริงบนพื้นผิวที่แตกต่างกันจะช่วยให้คุณเลือกแปรงที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าเงินทุกบาททุกสตางค์
งานทาสีพื้นฐานและระบายสีทั่วไป
ในการระบายสีพื้นที่กว้าง เช่น การทาสีรองพื้น (Flat wash) หรือการลงสีพื้นหลัง แปรงขนสังเคราะห์ทรงแบนขนาดใหญ่จะช่วยให้คุณกระจายเนื้อสีได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ ความสปริงตัวของขนสังเคราะห์ช่วยให้ควบคุมขอบเขตของสีได้ง่าย ไม่แฉะน้ำจนเกินไปจนทำให้กระดาษหรือบอร์ดโก่งงอ
สำหรับการตัดเส้นและการเก็บรายละเอียด (Detailing) แปรงขนสังเคราะห์ทรงกลมขนาดเล็กที่มีปลายแหลมคมจะทำงานได้ดีกว่า เนื่องจากขนแปรงสามารถรวมตัวกันได้แน่นหนาเมื่อเปียกน้ำ ช่วยให้คุณลากเส้นสายที่คมชัดและมีความหนาที่สม่ำเสมอ ในขณะที่แปรงขนธรรมชาติจะเหมาะกับการเกลี่ยสี (Blending) เพื่อสร้างแสงเงาที่นุ่มนวลมากกว่า
งานคราฟต์และ DIY (เช่น เพนต์ไม้ ตกแต่งผ้า หรืองานเปเปอร์มาเช่)
งานคราฟต์ส่วนใหญ่มักทำบนพื้นผิวที่มีความขรุขระและไม่เรียบเนียนเหมือนกระดาษวาดเขียน เช่น แผ่นไม้ดิบ ผ้าแคนวาส ดินเผา หรือกระดาษแข็งในงานเปเปอร์มาเช่ พื้นผิวเหล่านี้จะสร้างแรงเสียดทานสูงต่อขนแปรงในขณะที่ระบายสี
แปรงขนสังเคราะห์มีความทนทานต่อการสึกหรอจากการเสียดสีกับพื้นผิวที่หยาบกร้านได้ดีกว่าขนธรรมชาติอย่างมาก ขนแปรงจะไม่หักหรือหลุดร่วงลงไปติดบนชิ้นงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยเมื่อใช้แปรงขนธรรมชาติราคาถูกบนพื้นผิวขรุขระ นอกจากนี้ ความแข็งแรงของขนสังเคราะห์ยังช่วยให้สามารถกดและเกลี่ยสีลงไปในซอกมุมของชิ้นงานคราฟต์ได้อย่างทั่วถึง
เพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ควรแยกแปรงสำหรับทากาว แปรงสำหรับระบายสี และแปรงสำหรับเคลือบเงาออกจากกันอย่างชัดเจน การใช้แปรงปะปนกันโดยไม่ทำความสะอาดอย่างหมดจดจะทำให้ขนแปรงแข็งตัวและเสียทรงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไม่สามารถนำกลับมาใช้งานระบายสีที่ต้องการความละเอียดได้อีก
ตารางเปรียบเทียบ: แปรงวาดรูปขนสังเคราะห์ vs แปรงวาดรูปขนธรรมชาติ
เพื่อให้เห็นความแตกต่างและตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้สรุปคุณสมบัติเด่นและข้อจำกัดของแปรงทั้งสองประเภทในมิติต่าง ๆ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | แปรงขนสังเคราะห์ (Synthetic) | แปรงขนธรรมชาติ (Natural) |
|---|---|---|
| วัสดุหลัก | เส้นใยไนลอน หรือโพลีเอสเตอร์ | ขนสัตว์แท้ (เช่น กระรอก, พังพอน, หมู) |
| การอุ้มน้ำและสี | ปานกลาง (ปล่อยสีได้สม่ำเสมอแต่ต้องจุ่มบ่อย) | สูงมาก (อุ้มน้ำได้ดี ปล่อยสีได้ยาวนาน) |
| ความยืดหยุ่น / การคืนตัว | สูงมาก (สปริงตัวดี ควบคุมทิศทางง่าย) | ปานกลางถึงน้อย (นุ่มนวล ยืดหยุ่นตามแรงกด) |
| ความทนทานต่อกาว/สารเคมี | สูงมาก (ทนทานต่อสารทำละลายและกาว) | ต่ำ (สารเคมีทำให้ขนแห้งกรอบและเสียหาย) |
| การทำความสะอาด | ง่ายมาก (สีและกาวหลุดออกง่าย) | ปานกลางถึงยาก (ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ) |
| สีที่เหมาะสมที่สุด | อะคริลิก, โปสเตอร์, กาว, สารเคลือบเงา | สีน้ำ, สีเกอวอช, สีน้ำมัน (เกลี่ยละเอียด) |
| ระดับราคา | ย่อมเยา ถึง ปานกลาง | ปานกลาง ถึง สูงมาก |
หมายเหตุ: ประสิทธิภาพและระดับราคาของแปรงวาดรูปอาจแตกต่างกันไปตามแบรนด์ เกรดของเส้นใยสังเคราะห์ และชนิดของขนสัตว์ที่นำมาผลิต ควรทดลองใช้งานจริงเพื่อค้นหาแปรงที่เข้ากับน้ำหนักมือของคุณที่สุด
คำแนะนำในการเลือกซื้อและดูแลรักษาแปรงวาดรูป
การเลือกซื้อแปรงที่มีคุณภาพและการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแปรงวาดรูปให้ยาวนานหลายปี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
การเลือกซื้อแปรงคุณภาพดี เมื่อเลือกซื้อแปรงวาดรูปที่ร้านค้า ให้เริ่มจากการตรวจสอบความแน่นหนาของปลอกโลหะ (Ferrule) ที่ยึดขนแปรงเข้ากับด้ามจับ ปลอกโลหะที่ดีควรทำจากวัสดุที่ไม่เป็นสนิม เช่น อลูมิเนียมชุบหรือทองเหลือง และต้องไม่มีรอยต่อที่หลวมคลอน ลองใช้นิ้วลูบปลายขนแปรงเบา ๆ เพื่อตรวจสอบว่ามีขนแปรงหลุดร่วงออกมาหรือไม่ ด้ามจับควรมีน้ำหนักที่สมดุลและจับได้ถนัดมือ ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไปสำหรับลักษณะงานของคุณ
การทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้น สำหรับแปรงขนสังเคราะห์ ให้ทดสอบความสปริงตัวโดยการกดปลายแปรงลงบนนิ้วมือเบา ๆ ขนแปรงที่ดีควรดีดตัวกลับมาตรงทันที ส่วนแปรงขนธรรมชาติ ให้สังเกตปลายขนแปรงขณะแห้งว่าไม่แตกชี้ฟู หากมีโอกาสทดสอบด้วยน้ำ ปลายแปรงระบายสีน้ำที่ดีควรจะรวบตัวเป็นปลายแหลมเดี่ยวได้อย่างสมบูรณ์เมื่อเปียกชื้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับการวาดเส้นที่แม่นยำ
ขั้นตอนการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี
- ล้างทันทีหลังใช้งาน: ห้ามปล่อยให้สีแห้งกรังคาขนแปรง โดยเฉพาะสีอะคริลิกและกาวลาเท็กซ์ หากสีแห้งตัวแล้วจะล้างออกได้ยากมากและอาจทำให้แปรงเสียหายถาวร
- ใช้สบู่สูตรอ่อนโยน: ล้างแปรงด้วยน้ำสะอาดอุ่น ๆ ร่วมกับสบู่สำหรับล้างแปรงโดยเฉพาะ หรือสบู่อ่อนโยนเพื่อขจัดคราบสีที่ฝังลึกบริเวณโคนขนแปรง
- หลีกเลี่ยงการแช่แปรงทิ้งไว้: การแช่แปรงทิ้งไว้ในแก้วน้ำเป็นเวลานานจะทำให้ขนแปรงงอเสียทรงอย่างถาวร และอาจทำให้น้ำซึมเข้าไปในด้ามไม้จนสีด้ามแตกและกาวเสื่อมสภาพ
- จัดทรงก่อนตาก: หลังล้างสะอาดแล้ว ให้ใช้นิ้วมือลูบจัดทรงขนแปรงให้กลับมาอยู่ในรูปทรงเดิมขณะที่ยังเปียกอยู่
การเก็บรักษาในสภาพอากาศชื้น ประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฤดูฝนที่ยาวนาน ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดเชื้อราบนขนแปรงธรรมชาติได้ง่าย หลังจากทำความสะอาดเสร็จแล้ว ควรซับน้ำออกด้วยผ้าสะอาดหรือกระดาษทิชชู่เบา ๆ จากนั้นวางแปรงราบลงบนพื้นผิวเรียบ หรือเสียบแปรงในแนวตั้งโดยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ห้ามเก็บแปรงที่ยังชื้นอยู่ไว้ในกล่องพลาสติกหรือลิ้นชักที่ปิดทึบโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดกลิ่นอับและเชื้อราทำลายเส้นใยแปรงจนเสียหาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แปรงขนสังเคราะห์สามารถใช้กับสีน้ำได้หรือไม่?
สามารถใช้ได้อย่างแน่นอน แปรงขนสังเคราะห์ในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้นมาก แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องการอุ้มน้ำที่น้อยกว่าขนธรรมชาติ ทำให้ต้องจุ่มสีบ่อยครั้งกว่า แปรงสังเคราะห์จึงเหมาะมากสำหรับผู้เริ่มต้นฝึกฝน งานสเก็ตช์ภาพนอกสถานที่ หรือการลงรายละเอียดที่ต้องการการควบคุมเส้นที่แม่นยำ
ทำไมแปรงขนธรรมชาติถึงมีราคาสูงกว่า?
แปรงขนธรรมชาติมีราคาสูงเนื่องจากกระบวนการจัดหาวัตถุดิบที่เป็นขนสัตว์แท้ ซึ่งต้องผ่านการคัดเลือกความยาว ความสมบูรณ์ของเส้นขน และการทำความสะอาดหลายขั้นตอน นอกจากนี้ ขั้นตอนการประกอบหัวแปรงมักต้องใช้ช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูงในการจัดเรียงขนแปรงให้ได้รูปทรงที่สมบูรณ์แบบด้วยมือ ต้นทุนการผลิตจึงสูงกว่าเส้นใยสังเคราะห์ที่ผลิตได้คราวละมาก ๆ จากโรงงาน
ควรตัดปลายขนแปรงที่บานหรือเสียทรงออกหรือไม่?
ไม่ควรใช้กรรไกรตัดปลายขนแปรงที่บานออกโดยเด็ดขาด เนื่องจากการตัดจะทำให้ปลายขนสูญเสียความเรียวแหลมตามธรรมชาติและทำให้แปรงเสียทรงถาวร วิธีแก้ไขที่ถูกต้องคือการล้างแปรงให้สะอาด นำไปจุ่มในน้ำอุ่นจัด (ไม่ใช่น้ำเดือด) เพื่อช่วยให้เส้นใยคลายตัว จากนั้นลูบด้วยสบู่ล้างแปรงหรือเจลแต่งทรงเพื่อจัดรูปทรงให้แหลมดังเดิม แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสนิทก่อนนำไปใช้งานอีกครั้ง
พูดคุยกับชุมชน
แบ่งปันประสบการณ์หรือถามคำถาม ความคิดเห็นจะได้รับการตรวจสอบก่อนเผยแพร่